โอกาส มันเป็นช่วงจังหวะและเวลาที่ลงตัวระหว่าง ความอยาก กับ เวลาว่าง รวมทั้งเงินในกระเป๋าจากคุณพ่อคุณแม่ ตกลงกับรุ่นน้องและเพื่อนๆไว้แล้วว่า อยากไปภูกัน ทุกคนลงความเห็นว่า ไม่มีที่ไหนจะเหมาะเท่า ภูกระดึง ซึ่งต้องอาศัยแรงกายเดินขึ้นเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น ก่อนสังขารจะไม่เอื้อ ต้องมาย่ำภูกระดึงให้ได้ รวมกับวันศุกร์อาจารย์งดสอน

"โอกาส"ที่ฟ้าประทาน มาถึงแล้ว

 

เรานัดกันที่หมอชิต 2 ทุ่ม ในวันที่ 5/2/52 ผู้คนจอกแจกจอแจอย่างไม่น่าเชื่อ ทีแรกกะจะมาจองตั๋วไว้ก่อน แต่มาวันพฤหัส ซึ่งพอจะเดาได้ว่า คนไม่เยอะ กลับกลายเป็นว่า เหลือแต่รถ ป.2 ซึ่งจอดทุกป้าย ลืมบอกไป หากไปภูกระดึง ต้องรถแอร์เมืองเลย ทางที่ดีควรจะ VIP ด้วย ไปลงผานกเค้า เราจำใจต้องอาศัย ชุมแพทัวร์ ไปลงชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อต่อรถไปผานกเค้า ด้วยรถ VIP 32 ที่นั่ง 378 บาท

แต่....เราได้ข่าวมาว่า น้ำที่นั่น ขวด1.5ลิตร ราคา 45 บาท จึงจัดการยกโหลมา แล้วแบกขึ้นไปเอง เวลาเดินรถอยู่ที่ 22.05 น. ไปขึ้นรถแล้วปล่อยใจให้ลอยไป ภูกระดึงก่อน เดี๋ยวตัวกำลังจะตามไป

 

บนรถมีขนมน้ำแจกพอสมควร ขนมปังหนึ่ง เค้กหวาน 1 น้ำ 1 ผ้าเย็นอีกหนึ่ง เพื่อนผมลองชิมแล้วพบว่ามันเป็นของที่ประทังชีวิตได้ ไม่ใช่กินเอารสชาติ ผมจึงเก็บขนมทั้งหมดไว้ตามจุดประสงค์ของมัน "เพื่อประทังชีวิต

พอเราถึงชุมแพประมาณ 04.00 กะมาต่อรถ ป.2ไปผานกเค้า หรือถึงตีนภูเลย มีคนแถวนั้นมาให้ราคา หัวละ 100 อ้อ พวกเรามากัน 7 คน 700 บาท เราลงความเห็นว่าแพงไป ประกอบกับรีบไปก็ขึ้นไม่ได้ ไม่เห็นความจำเป็นของการรีบไป จึงตอบปฏิเสธ แต่เขาก็ตามตื้อ เอ้าหัวละ 90 ลงมา 80 จนเหลือหัวละประมาณ 75 บาท เราเห็นว่าถูกกว่าจึงโอเค

มาถึงหิวมาก ถามพี่เจ้าหน้าที่ว่าร้านอาหารอยู่ที่ไหน เขาบอกเดินไปด้านหลังเลย มีหลายร้านอยู่ รวมทั้งร้านของฝากกับร้าน ขายหมวกไหมพรม ซึ่งคะเนจากอากาศดูแล้ว ไม่น่าหนาวขนาดนั้น แต่เพื่อนกับรุ่นน้องไปถอยกันหลายใบ

จากนั้นมาสั่งข้าวกิน ต่างคนต่างใจ สั่งไป ทีเด็ดอยู่ที่ ข้าวผัดปู ป้าดดดดดด พวกล่อปูอัด เรานั่งมองหน้ากันและเข้าใจว่า อาหารมีไว้ประทังชีวิตจริงๆ หากออกมาเที่ยว หากมีโอกาสมา ทำใจไว้เนิ่นๆเลยว่ามันไม่อร่อย

มองดูพื้นดินมีความเปียกแฉะ สันนิษฐานว่าฝนตกเมื่อคืนก่อนมาถึง ใจหนึ่งกังวลทาก อีกใจก็ดี ที่ไม่ต้องผจญกับฝุ่น รอให้ฟ้าเปิดและอุทยานทำการ จึงไปจับจองเต๊นท์ เราเอาแบบ 6 คน(มากัน 7) ราคา 450 บาท ไปมัดจำขยะอีก 100 บาท จากการขนน้ำไป 12 ขวด (จริงๆคือ 14 เพราะผมแบกใส่หลังมาเองอีก 2 กลัวไม่พอ)

ด้วยกลัวแบกไม่ไหวผมกับรุ่นน้องอีกคน จึงเอาสัมภาระไปจ้างลูกหาบแบกขึ้น ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท

โฉมหน้าลูกหาบผู้แข็งแกร่งดุจหินผา

ผมเตือนเพื่อนๆและรุ่นน้องว่า จ้างเขาเถอะ แต่ด้วยงบน้อย ส่วนใหญ่จึงแบกไปเองเกือบทั้งหมด เอ้า เอาไงเอากัน

คนจ้างกันเพียบ แต่พวกเราส่วนใหญ่ ไม่ยี่หระต่อมัน

จากนั้นเดินไปชำระค่าเข้า อัตรา 40 บาทต่อคน มีบัตรนึกศึกษา 20 บาท แน่นอนว่าเราต้องใช้ส่วนลด

บัตรปลอมมั่ง จริงมั่ง แซวไปแซวมา จนพี่เจ้าหน้าที่นึกว่าของปลอม เกือบซวยแล้ว

 อายุขนาดตามป้ายนี้ มาไม่ไหวแล้ว

จะขึ้นภูกันแล้ว กระหายกันมา แรงเหลือเฟือจากพลังคนหนุ่มทั้ง 7 แผนท่งแผนที่ไม่มีดู!!!!!

เห็นระยะทาง 5500 เมตร สูง1288 เมตร น้อยกว่าดอยอินทนน์เยอะ ใครไม่เคยไปบอก ชิล จิ๊บๆว่ะ ต้องลองมาเห็นความชันของทางก่อน อย่าลืมนะครับว่า เดินอย่างเดียวเท่านั้น

แผนที่ ที่พวกเราละเลยมัน สังเกตช่วงก่อนบนสุดดีๆความชัน เกือบ 80 องศาทีเดียว

เวลาดีเดย์ดังภาพเลย ว่าแล้วก็ลุยยยยยโลดดดดด

เห็นพี่เขาแบกกระเบื้องขึ้นมา เราต้องทำได้ คนอื่นค่อยๆขึ้น พวกเราเดินตามควาย จึงไม่ต้องแปลกใจหากปอดและหัวใจของพวกเราจะทำงานมากกว่าคนอื่นๆ

ป้ายแรกที่เป็นที่พักได้ ซำแฮก อยู่แค่เอื้อม ไอ 200 เมตรนี่มันไกลจริงๆ สมชื่อเลย Some แฮกๆ เหนื่อยบ้างแต่ไม่มาก ลุยต่อๆ

ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายป้ายมาให้ดู เพราะคนพักตรงนี้เยอะมาก แต่เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ท้อแท้ เพิ่งเดินมาแค่ กิโลเดียว เหลืออีก 4.5 กม. อยากจะร้องขอกระเช้า จากพระผู้เป็นเจ้าเสียจริงๆ

 

ถ่ายจาก ซำแฮก ระยะทาง 1 กิโลเมตรจากตีนภู ยังสวยขนาดนี้ แล้วข้างบนไม่เป็นสวรรค์เลยหรือ

 

เราถึงแค่ป้ายแรก เหลืออีก 1-2-3-4-----9  เฮ้อ เที่ยงจะถึงไหมเนี่ย

จากนั้นค่อยๆเดินไป และเดินไป วิ่งไม่ไหว

 

สองหนุ่มนี่ รั้งท้ายในช่วงนี้

และแล้วเราก็ถึง อีกสถานีที่สามารถนั่งให้ลิ้นออกมารับลมอย่างอิสระได้

ทั้งน้ำแข็งใส น้ำมะนาว จัดมาไวๆเลยป้า ที่นี่ น่าจะเป็น ซำกอกก

พักเสร็จสรรพ ก็ต้องเดินต่อ และเดิน เดิน เดิน บางทีแอบคิดเรามาทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย ที่สบายๆมีไม่ไป

 

และแล้ว ผลจากการไม่เอาสัมภาระทั้งหลายไปจ้างหาบ เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ทุกคนเริ่มหายใจโดยใช้ปากช่วย

มีสเต๊กกับมีน้ำเปล่าตอนนี้ ต้องกิน น้ำก่อนละ มันเหนื่อยจริงๆ ซดแหลก

เดินมาจนถึง ซำแคร่ ก่อนถึงหลังแป(มันไม่แปล่ะ แอ่นเลย) เจอคุณลุงท่านนี้ ฟิตกว่าเยอะ 

อยากมานัก เดินไป แต่แหม ดูทางนี่ มันไม่เดินแล้ว ต้องปีนสถานเดียว

คำว่าเหนื่อยตอนนี้ไม่มีแล้ว เหลือแต่ "มาทำไมวะ" "เมื่อยว่ะ" "พักก่อน" "ไม่ไหวแล้ว น้ำๆ"

 

ต้องหอบน้ำหอบท่า ขึ้นไป เพราะน้ำแพง เหนื่อยก็เหนื่อย อยากโยนลงเขาไปให้หมด แต่กลัวไม่มีกิน

อย่างน้อยยังโชคดีที่มาบันไดให้ ตอนพ่อมาปี 2529 บันไดนี่ไม่มีเลย ปีนเอาลุ่นๆ

นึกภาพไม่ออกดูอันนี้ไว้ แล้วมีแบบนี้ประมาณ 10 ด่าน หลังจากคุณเดินมา 3.5 กม. แบบขึ้นเขา ไม่อยากทรมานตัวเอง อย่ามาเด็ดขาด

 

สุดท้ายมานั่งเรียงแถวกันด้วยความเหนื่อย ด้วยเวลา 11.00 น. ถือว่าเร็วมากก โอ ไม่น่าเชื่อเลย

ไม่ใช่เหนื่อยธรรมดา เหนื่อยมากๆ จึงทำให้ผุดไอเดียขึ้นมาว่า หากเราต้องการไปบอลโลก ต้องอาศัยความฟิตจากการให้นักบอลวิ่งขึ้น-ลงวันละรอบได้ กว่าจะถึงวันนั้น เข่าคงเสียก่อน

ภาพแบบนี้คือรางวัลที่มีเงินก็หาซื้อได้ แต่ไม่ใช่ที่ภูกระดึง ที่ๆคุณต้องมีแรงและโอกาส ด้วยถึงจะขึ้นมาได้ และนี่เป็นเพียงรางวัลน้ำจิ้มเท่านั้น

ภาพๆนี้ ภาพแห่งความภูมิใจ ได้นายแบบที่แบกน้ำขึ้นมา 2 ขวด โพสท่าให้

การเดินทางครั้งนี้ นี่เพิ่งเริ่มต้น ดูระยะทางแล้ว หากเดินครบทุกที่ ไป-กลับรวมกันไม่ต่ำกว่า 40 กม.เลยทีเดียว

ไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อีก 3800 เมตรเอง หลังจากขึ้นเขามา 5500 เมตร ขาอยู่ในสภาพใกล้หลุดแล้ว

สังเกตข้างๆ ต้นไม้พวกนี้แปลกกว่าพื้นล่าง เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งเลย

 พื้นดินบางช่วงเป็นทรายขาวเหมือนชายหาด สันนิษฐานว่า นานมาแล้วภูกระดึงอาจเป็นทะเลมาก่อน แต่เรายังต้องเดินต่อไป

 

ใกล้ถึงแล้ว มาที่นี่เดินตามป้ายอย่างเดียว ไม่มีหลง ถือว่าทางอุทยานทำได้ดีมาก

วันนี้ขอจบปฐมบทไว้เพียงเท่านี้ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

 

 

edit @ 9 Feb 2009 18:55:24 by El-Maximus

edit @ 9 Feb 2009 18:56:36 by El-Maximus

เห็นต้นคริสต์มาส ทำให้ฉุกคิดได้ว่า อากาศหนาวมากว่า 1 เดือน นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับชาวเมืองหลวง ควรจดใส่ปฏิทินไว้เลย สถานที่หลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส หรือ กับหลายๆสิ่งทีทางห้างร้านเหล่านั้นนำมาจัดวาง ทุกสิ่งล้วนสวยงาม ยามราตรีกาลคืบคลาน ไฟจากต้นคริสต์มาส กวางเรนเดียร์ ล้วนเปล่งแสงเหมือนดาวฤกษ์ เพ่งแล้วน่าพิศชวนชม

เห็นต้นคริสต์มาสแลดูสวยงาม  ไม่เพียงแสงไฟเหล่านี้สวยงาม ผ่านการออกแบบด้วยมันสมองของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ มันไม่มีชีวิตชีวา ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อดำรงตัวมันเองให้อยู่รอด หากเป็นแสงดาว แม้ความสว่างอาจน้อยกว่า ทว่ามันดำรงอยู่ด้วยตัวเอง คล้ายกับคนเรา หากอาศัยผู้อื่นมาก ชีวิตดีขึ้นเพียงชั่วคราว ยามเขายกเลิกความช่วยเหลือ คงไม่ต่างจากแสงไฟจากต้นคริสต์มาสเหล่านี้ ที่คงดับไปตามกาล แต่เป็นสัญญาณบอกว่า เวลาผ่านมาแล้วอีกปีหนึ่ง

เห็นต้นคริสต์มาส ทำให้ความเหงาพลุ่งพล่านขึ้นมาในบางครั้ง ยามปกติดูแลพวกมันเก็บไว้อย่างดีในซอกหลีบเล็กๆของชีวิต บางทีก็ควบคุมมันไม่ได้ เผลอออกมาโลดแล่นในใจบางครั้ง อาการคือ การเหม่อลอย มองสิ่งรอบๆตัว แล้วพาลอิจฉาคนเดินคู่กัน(ชาย-หญิง) ยิ่งช่วงฤดูหนาว พวกมันเหมือนปลาได้น้ำ ความสามารถในการสะกดพวกมันลดลง

การปล่อยให้พวกมันออกมาบ้างไม่ใช่เรื่องน่าอาย ยามอยู่คนเดียว มองเห็นพวกมันออกมาโลดแล่นผ่านความคิด ความรู้สึก แอบเผลอตามใจพวกมันไปบ้าง แต่ต้องเก็บพวกมันให้มิดชิดมากที่สุด ยามดำรงอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก อย่า อย่าออกมา เถิด ไม่เช่นนั้น....อาจมีเรื่องต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น

ผู้คนมากมายรายล้อมต้นคริสต์มาส ความเหงามาเยี่ยมเยือนเช่นเคย เพียงปีนี้อาจจะมากหน่อย อาจมาจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายด้านๆ ด้านหนึ่งความไม่กล้า ไม่กล้าเดินเข้าไปหาคนที่ชอบแบบจริงๆจัง ดั่งเหยียบเรือสองแคม แคมหนึ่งเกิดขึ้นจากโปรโมเตอร์ชื่อความเหงา เพราะอยู่กับตัวเองมานาน อยากมีใครปรึกษา พูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะ ไม่ง๊องแง๊ง มีได้แต่พองาม หน้าตาไม่ต้องดีมาก รวยก็ดีนะ อีกแคมหนึ่ง กลัวผิดหวัง ไม่กล้า ใจไม่ถึง และเหตุผลอีกร้อยแปดสำหรับบุคคลนิสัยเช่นนี้

 เงยหน้ามองดาว ไม่มีเลยสักดวงท่ามกลางแสงจากหลอดไฟ ทั้งแรงกว่า ทั้งมากกว่า สวยกว่า แต่มันไม่มีชีวิต แม้อยู่มกลางแสงไฟมากมาย ภายในกลับเรียกร้องหาแสงอีกอย่าง แสงนำทางใจให้ไปสู่อีกขั้น ใกล้เรียนจบ ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง จริงๆแล้วไม่รู้หรอกว่า เปลี่ยนไป จนกว่าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดท่ามกลางกาลเวลาที่ผ่านไปมาทำให้สะดุดและเรียบเรียงความคิดพร้อมสำรวจตัวเองว่า เปลี่ยนไปอย่างไร

การมองโลกที่โตขึ้น บางครั้งเรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องปะทะตรงหน้าตลอด เก็บแรง เก็บใจ เก็บสมองไว้กับเรื่องที่ชอบจะดีกว่า ความฝันที่ยากจะเป็นจริง หากขาดความมุ่งมั่น ต้องหาไอดอล หาแรงบันดาลใจ เก็บและท่องมันไว้กับตนตลอดเวลา แสงนำทางภายในใจ ต้องอาศัยความกล้า และหัวสมองด้วย เข้าไปทื่อๆ คงปฏิเสธ ทุกราย เพราะบุคลิกภายนอกดูไม่น่าจะเป็นคนดีเสียเลย 

 ต้นคริสต์มาสอยู่ที่เดิม 1 ปี ผ่านไปกลับมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง ซึ่งอาจไม่รู้ตัวก็ได้ หากไม่มีต้นคริสต์มาส อีก 1 ปีกลับมาทบทวนกันใหม่ พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ขอให้เกิดขึ้นต้อนรับปีใหม่

ปล.ขอพระคุ้มครองทุกคน สมประสงค์กับทุกสิ่งที่คุณมุ่งมั่นตั้งใจทำมัน

 

edit @ 25 Dec 2008 20:26:48 by El-Maximus

ระหว่างนั่งรอ เพื่อนอีกคนหนึ่งก็มาถึง แต่ไม่เร็วพอ เพื่อนของเพื่อนไปเดินงานลอยกระทงกันแล้ว เรานั่งสนทนาถึงความหลังครั้งนุ่งขาสั้น สนุกสนานเฮฮาไปตามเรื่องราว ความรู้สึกเหมือนกลับสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง เรื่องอดีตทั้งประทับใจและไม่ประทับใจค่อยๆไหลออกมา แลกเปลี่ยน รับรู้ความคืบหน้าของเพื่อนบางคน บางครั้งถามข่าวคราวในช่วงชีวิตที่ไม่ได้เจอกัน

ตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น

พลันที่น้องสาวของเพื่อนเดินเข้ามา การดูดวงแบบเข้มข้นเริ่มต้นอีกครั้ง สงสารเพื่อนผม งานนี้คงเสียแคลอรี่ไปลายขีด พร้อมกับเสียเงินซื้อผักบุ้ง

ก็ใช้สายตามากเหลือเกิน

เสร็จสรรพ ได้เวลาเที่ยวงานลอยกระทง น้องสาวเพื่อนร่ำลาแล้วรีบวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้ มั่นใจว่าคงไม่บังเอิญพบกันอีกครั้งแน่ ผมปล่อยให้มือและสายตาร่ำลาแทนคำพูด ไม่ใช่ว่าหยิ่ง หรือ ไม่ได้แปรงฟัน

แต่ไม่ชอบพูดร่ำลาใคร

เพื่อนสาวจุฬาและแฟน ที่คาดว่าน่าจะรวย สังเกตจากกิริยาท่าทางและเสื้อผ้า ขอตัวไปเดินเที่ยวงาน ผมและเพื่อนอีก 2 ร่ำลา ในใจนึกเสียดายว่าอยู่กับเพื่อนคนนี้แป็บเดียว อีกใจมองดูตัวเอง

ลอยกระทงเดิมๆ

งานลอยกระทงปีนี้คนมากกว่าปีที่แล้ว สาวน้อยน่ารักเดินเฉิดฉายเต็มงาน มากับเพื่อนใจบ้าง กับเพื่อนสนิทบ้าง  20.30  ประเพณีดีงามเช่นนี้ ว่ากันว่าเกิดขึ้นสมัยสุโขทัยเมื่อ 700 - 800 ปีก่อน โดยนางนพมาศเป็นผู้ทำกระทงลอยแม่น้ำ เพื่อขอขมาสิ่งใดที่ล่วงเกินต่อกระแม่คงคา ให้ยกโทษให้

คนสมัยก่อนเคารพถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ ต่างจากคนในปัจจุบัน แม้วิทยาศาสตร์จะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่การนึกถึงความเป็นอยู่ เป็นไปไม่ใช่หรือที่ทำให้สิ่งต่างๆในโลกดำรงความสมดุลมาจนบัดนี้

การลอยเพื่อแสดงออกมันก็ดี หากลอยในที่ปิด เช่นสระน้ำ หรืออ่างน้ำ แล้วตอนเช้าต้องมาเก็บ

มันอาจจะสร้างปัญหามากกว่าแสดงความเคารพ นั่นคือ ความคิดของผม การปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามกลไกของมัน อย่าไปฝืนหรือขัดขวาง รังแต่จะเสียมากกว่าได้

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง

ฝูงชนมากมาย เดินไปคนละทิศละทาง สางน้อยชุดนิสิตหลายต่อหลายคนขายของ โดยเล็งไปที่กลุ่มชายล้วน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เหยื่อเหล่านั้นควักกระเป๋าง่ายกว่า กลุ่มที่มีผู้หญิงปนมาด้วย แน่นอนว่าพวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้น

กาลเวลาที่ผ่านไป ทำให้ฉลาดขึ้น

สติมากขึ้นตามอายุ คราวนี้ไม่ยอมใจอ่อนซื้อไฟเย็นเช่นปีก่อน ที่ซื้ออันละ 10 บาท เดินไปอีก 100เมตร เจอ 2 อัน 10 บาท ยิ่งเห็นหน้ามากๆ ยามแสงไฟกระทบหน้าน้องๆ ได้แต่ท่องคาถา

ใจเย็นๆไว้เฮ้ย!!!

ไม่ใจอ่อน อดทนต่อลูกอ้อนและลูกตื้อ จนสามารถกำเงินทั้งหมดมาครบโดยไม่เสียเบี้ยบ้ายรายทาง พอกลับบ้านไปนึกสงสารน้องๆ เขาอุตส่าห์มาขาย เราก็ใจแข็ง ถ้าน้องๆขายไม่หมด ไม่มีเงินทำกิจกรรม ไม่มีความสามัคคีกันในคณะ  คิดไปถึงว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

คิดมากไปไหมเนี่ย

พวกเราเดินลัดเลาะออกจากงานจนได้ ความเบียดเสียดยัดเยียดกันทำให้เราต้องลาจากลอยกระทงครั้งนี้ แม้สิ่งนี้คือสิ่งรอคอยมานานนับปี แต่เสียงท้องที่ร้องดังขึ้นมันพาเราทั้ง 3 ไป ตลาดสามย่านใหม่

ยอมรับว่าใกล้เคียงและสนิทกับตลาดนี้ค่อนข้างมาก ทว่ายังไม่เคยสัมผัสจริงจังเสียที ผมและเพื่อนทั้ง 2 สั่งสเต็กมา 3 จาน เนื้อลุ่นๆ หอมๆ ผู้คนพอสมควร บรรยากาศสบายๆ ลมหนาวพัดผ่านเ พอให้รู้สึก

ผมมองเพื่อนทั้ง 2 ไม่ต่างจากครั้งใส่ชุดนักเรียน มีเพียงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป ประสบการณ์ในชีวิตที่มากขึ้น ความรู้เฉพาะทางที่มากขึ้น การตัดสินใจที่ดีขึ้น นิสัยใจคอ มุขตลกที่ยังเต็มเปี่ยม ไม่เคยจางหาย

สเต็ก 3 จานหมดเกลี้ยง เราค่อยๆเดินลัดไปเรียกแท๊กซี่ เวลามันเดินไปเท่าเดิม แต่หาเวลาที่"ว่าง"ตรงกันช่างยากเสียจริง

แล้วพบกันอีก.... 

ปล.ถึงสาว 3 ย่าน ครั้งหน้าหากจะพบกัน คงไม่ใช่งานเทศกาลประเพณีเช่นนี้ และแค่ขายของแบบนี้

 

edit @ 30 Nov 2008 18:34:11 by El-Maximus