ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มาใกล้ชิด"ภูกระดึง" #ปฐมบทแห่งการเดินทาง
posted on 09 Feb 2009 17:09 by el-maximusโอกาส มันเป็นช่วงจังหวะและเวลาที่ลงตัวระหว่าง ความอยาก กับ เวลาว่าง รวมทั้งเงินในกระเป๋าจากคุณพ่อคุณแม่ ตกลงกับรุ่นน้องและเพื่อนๆไว้แล้วว่า อยากไปภูกัน ทุกคนลงความเห็นว่า ไม่มีที่ไหนจะเหมาะเท่า ภูกระดึง ซึ่งต้องอาศัยแรงกายเดินขึ้นเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น ก่อนสังขารจะไม่เอื้อ ต้องมาย่ำภูกระดึงให้ได้ รวมกับวันศุกร์อาจารย์งดสอน
"โอกาส"ที่ฟ้าประทาน มาถึงแล้ว
เรานัดกันที่หมอชิต 2 ทุ่ม ในวันที่ 5/2/52 ผู้คนจอกแจกจอแจอย่างไม่น่าเชื่อ ทีแรกกะจะมาจองตั๋วไว้ก่อน แต่มาวันพฤหัส ซึ่งพอจะเดาได้ว่า คนไม่เยอะ กลับกลายเป็นว่า เหลือแต่รถ ป.2 ซึ่งจอดทุกป้าย ลืมบอกไป หากไปภูกระดึง ต้องรถแอร์เมืองเลย ทางที่ดีควรจะ VIP ด้วย ไปลงผานกเค้า เราจำใจต้องอาศัย ชุมแพทัวร์ ไปลงชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อต่อรถไปผานกเค้า ด้วยรถ VIP 32 ที่นั่ง 378 บาท
แต่....เราได้ข่าวมาว่า น้ำที่นั่น ขวด1.5ลิตร ราคา 45 บาท จึงจัดการยกโหลมา แล้วแบกขึ้นไปเอง เวลาเดินรถอยู่ที่ 22.05 น. ไปขึ้นรถแล้วปล่อยใจให้ลอยไป ภูกระดึงก่อน เดี๋ยวตัวกำลังจะตามไป
บนรถมีขนมน้ำแจกพอสมควร ขนมปังหนึ่ง เค้กหวาน 1 น้ำ 1 ผ้าเย็นอีกหนึ่ง เพื่อนผมลองชิมแล้วพบว่ามันเป็นของที่ประทังชีวิตได้ ไม่ใช่กินเอารสชาติ ผมจึงเก็บขนมทั้งหมดไว้ตามจุดประสงค์ของมัน "เพื่อประทังชีวิต"
พอเราถึงชุมแพประมาณ 04.00 กะมาต่อรถ ป.2ไปผานกเค้า หรือถึงตีนภูเลย มีคนแถวนั้นมาให้ราคา หัวละ 100 อ้อ พวกเรามากัน 7 คน 700 บาท เราลงความเห็นว่าแพงไป ประกอบกับรีบไปก็ขึ้นไม่ได้ ไม่เห็นความจำเป็นของการรีบไป จึงตอบปฏิเสธ แต่เขาก็ตามตื้อ เอ้าหัวละ 90 ลงมา 80 จนเหลือหัวละประมาณ 75 บาท เราเห็นว่าถูกกว่าจึงโอเค
มาถึงหิวมาก ถามพี่เจ้าหน้าที่ว่าร้านอาหารอยู่ที่ไหน เขาบอกเดินไปด้านหลังเลย มีหลายร้านอยู่ รวมทั้งร้านของฝากกับร้าน ขายหมวกไหมพรม ซึ่งคะเนจากอากาศดูแล้ว ไม่น่าหนาวขนาดนั้น แต่เพื่อนกับรุ่นน้องไปถอยกันหลายใบ
จากนั้นมาสั่งข้าวกิน ต่างคนต่างใจ สั่งไป ทีเด็ดอยู่ที่ ข้าวผัดปู ป้าดดดดดด พวกล่อปูอัด เรานั่งมองหน้ากันและเข้าใจว่า อาหารมีไว้ประทังชีวิตจริงๆ หากออกมาเที่ยว หากมีโอกาสมา ทำใจไว้เนิ่นๆเลยว่ามันไม่อร่อย
มองดูพื้นดินมีความเปียกแฉะ สันนิษฐานว่าฝนตกเมื่อคืนก่อนมาถึง ใจหนึ่งกังวลทาก อีกใจก็ดี ที่ไม่ต้องผจญกับฝุ่น รอให้ฟ้าเปิดและอุทยานทำการ จึงไปจับจองเต๊นท์ เราเอาแบบ 6 คน(มากัน 7) ราคา 450 บาท ไปมัดจำขยะอีก 100 บาท จากการขนน้ำไป 12 ขวด (จริงๆคือ 14 เพราะผมแบกใส่หลังมาเองอีก 2 กลัวไม่พอ)
ด้วยกลัวแบกไม่ไหวผมกับรุ่นน้องอีกคน จึงเอาสัมภาระไปจ้างลูกหาบแบกขึ้น ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท
โฉมหน้าลูกหาบผู้แข็งแกร่งดุจหินผา
ผมเตือนเพื่อนๆและรุ่นน้องว่า จ้างเขาเถอะ แต่ด้วยงบน้อย ส่วนใหญ่จึงแบกไปเองเกือบทั้งหมด เอ้า เอาไงเอากัน
คนจ้างกันเพียบ แต่พวกเราส่วนใหญ่ ไม่ยี่หระต่อมัน
จากนั้นเดินไปชำระค่าเข้า อัตรา 40 บาทต่อคน มีบัตรนึกศึกษา 20 บาท แน่นอนว่าเราต้องใช้ส่วนลด
บัตรปลอมมั่ง จริงมั่ง แซวไปแซวมา จนพี่เจ้าหน้าที่นึกว่าของปลอม เกือบซวยแล้ว
อายุขนาดตามป้ายนี้ มาไม่ไหวแล้ว
จะขึ้นภูกันแล้ว กระหายกันมา แรงเหลือเฟือจากพลังคนหนุ่มทั้ง 7 แผนท่งแผนที่ไม่มีดู!!!!!
เห็นระยะทาง 5500 เมตร สูง1288 เมตร น้อยกว่าดอยอินทนน์เยอะ ใครไม่เคยไปบอก ชิล จิ๊บๆว่ะ ต้องลองมาเห็นความชันของทางก่อน อย่าลืมนะครับว่า เดินอย่างเดียวเท่านั้น
แผนที่ ที่พวกเราละเลยมัน สังเกตช่วงก่อนบนสุดดีๆความชัน เกือบ 80 องศาทีเดียว
เวลาดีเดย์ดังภาพเลย ว่าแล้วก็ลุยยยยยโลดดดดด
เห็นพี่เขาแบกกระเบื้องขึ้นมา เราต้องทำได้ คนอื่นค่อยๆขึ้น พวกเราเดินตามควาย จึงไม่ต้องแปลกใจหากปอดและหัวใจของพวกเราจะทำงานมากกว่าคนอื่นๆ
ป้ายแรกที่เป็นที่พักได้ ซำแฮก อยู่แค่เอื้อม ไอ 200 เมตรนี่มันไกลจริงๆ สมชื่อเลย Some แฮกๆ เหนื่อยบ้างแต่ไม่มาก ลุยต่อๆ
ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายป้ายมาให้ดู เพราะคนพักตรงนี้เยอะมาก แต่เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ท้อแท้ เพิ่งเดินมาแค่ กิโลเดียว เหลืออีก 4.5 กม. อยากจะร้องขอกระเช้า จากพระผู้เป็นเจ้าเสียจริงๆ
ถ่ายจาก ซำแฮก ระยะทาง 1 กิโลเมตรจากตีนภู ยังสวยขนาดนี้ แล้วข้างบนไม่เป็นสวรรค์เลยหรือ
เราถึงแค่ป้ายแรก เหลืออีก 1-2-3-4-----9 เฮ้อ เที่ยงจะถึงไหมเนี่ย
จากนั้นค่อยๆเดินไป และเดินไป วิ่งไม่ไหว
สองหนุ่มนี่ รั้งท้ายในช่วงนี้
และแล้วเราก็ถึง อีกสถานีที่สามารถนั่งให้ลิ้นออกมารับลมอย่างอิสระได้
ทั้งน้ำแข็งใส น้ำมะนาว จัดมาไวๆเลยป้า ที่นี่ น่าจะเป็น ซำกอกก
พักเสร็จสรรพ ก็ต้องเดินต่อ และเดิน เดิน เดิน บางทีแอบคิดเรามาทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย ที่สบายๆมีไม่ไป
และแล้ว ผลจากการไม่เอาสัมภาระทั้งหลายไปจ้างหาบ เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ทุกคนเริ่มหายใจโดยใช้ปากช่วย
มีสเต๊กกับมีน้ำเปล่าตอนนี้ ต้องกิน น้ำก่อนละ มันเหนื่อยจริงๆ ซดแหลก
เดินมาจนถึง ซำแคร่ ก่อนถึงหลังแป(มันไม่แปล่ะ แอ่นเลย) เจอคุณลุงท่านนี้ ฟิตกว่าเยอะ
อยากมานัก เดินไป แต่แหม ดูทางนี่ มันไม่เดินแล้ว ต้องปีนสถานเดียว
คำว่าเหนื่อยตอนนี้ไม่มีแล้ว เหลือแต่ "มาทำไมวะ" "เมื่อยว่ะ" "พักก่อน" "ไม่ไหวแล้ว น้ำๆ"
ต้องหอบน้ำหอบท่า ขึ้นไป เพราะน้ำแพง เหนื่อยก็เหนื่อย อยากโยนลงเขาไปให้หมด แต่กลัวไม่มีกิน
อย่างน้อยยังโชคดีที่มาบันไดให้ ตอนพ่อมาปี 2529 บันไดนี่ไม่มีเลย ปีนเอาลุ่นๆ
นึกภาพไม่ออกดูอันนี้ไว้ แล้วมีแบบนี้ประมาณ 10 ด่าน หลังจากคุณเดินมา 3.5 กม. แบบขึ้นเขา ไม่อยากทรมานตัวเอง อย่ามาเด็ดขาด
สุดท้ายมานั่งเรียงแถวกันด้วยความเหนื่อย ด้วยเวลา 11.00 น. ถือว่าเร็วมากก โอ ไม่น่าเชื่อเลย
ไม่ใช่เหนื่อยธรรมดา เหนื่อยมากๆ จึงทำให้ผุดไอเดียขึ้นมาว่า หากเราต้องการไปบอลโลก ต้องอาศัยความฟิตจากการให้นักบอลวิ่งขึ้น-ลงวันละรอบได้ กว่าจะถึงวันนั้น เข่าคงเสียก่อน
ภาพแบบนี้คือรางวัลที่มีเงินก็หาซื้อได้ แต่ไม่ใช่ที่ภูกระดึง ที่ๆคุณต้องมีแรงและโอกาส ด้วยถึงจะขึ้นมาได้ และนี่เป็นเพียงรางวัลน้ำจิ้มเท่านั้น
ภาพๆนี้ ภาพแห่งความภูมิใจ ได้นายแบบที่แบกน้ำขึ้นมา 2 ขวด โพสท่าให้
การเดินทางครั้งนี้ นี่เพิ่งเริ่มต้น ดูระยะทางแล้ว หากเดินครบทุกที่ ไป-กลับรวมกันไม่ต่ำกว่า 40 กม.เลยทีเดียว
ไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อีก 3800 เมตรเอง หลังจากขึ้นเขามา 5500 เมตร ขาอยู่ในสภาพใกล้หลุดแล้ว
สังเกตข้างๆ ต้นไม้พวกนี้แปลกกว่าพื้นล่าง เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งเลย
พื้นดินบางช่วงเป็นทรายขาวเหมือนชายหาด สันนิษฐานว่า นานมาแล้วภูกระดึงอาจเป็นทะเลมาก่อน แต่เรายังต้องเดินต่อไป
ใกล้ถึงแล้ว มาที่นี่เดินตามป้ายอย่างเดียว ไม่มีหลง ถือว่าทางอุทยานทำได้ดีมาก
วันนี้ขอจบปฐมบทไว้เพียงเท่านี้ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
edit @ 9 Feb 2009 18:55:24 by El-Maximus
edit @ 9 Feb 2009 18:56:36 by El-Maximus